Saturday, June 23, 2018

‘บานาน่า ฟาร์ม’ ที่เที่ยว ที่กิน ถ่ายรูปสวย จ.กาญจนบุรี

Banana Farm คาเฟ่ ที่เที่ยวกาญจนบุรี ที่เที่ยวถ่ายรูป ที่เที่ยวเชิงเกษตร บานาน่าฟาร์ม ร้านอาหาร สวนกล้วย

‘บานาน่า ฟาร์ม’ ที่เที่ยว ที่กิน
ถ่ายรูปสวย จ.กาญจนบุรี

บานาน่า ฟาร์ม (Banana Farm) แลนด์มาร์คใหม่ของกาญจนบุรี กำลังมาแรงสุด แซงหน้าทุ่งปอเทือง หรือแม้แต่นาข้าวเขียวขจี ที่เป็นไฮไลท์หน้าฝน ด้วยความเก๋ ความชิค ของคาเฟ่กลางดงกล้วยน้ำว้า แล้วไหนจะมีสะพานยอดกล้วย ให้เดินเล่น กินลม ชมวิวธรรมชาติ ในบรรยากาศสบายๆ แถมยืนถ่ายภาพมุมไหนก็ปัง!

หนุ่มสาวคนไหนหลงไหลธรรมชาติ ชอบถ่ายรูป ที่สำคัญชอบกินที่สุด เตรียมปักหมุดเช็คอิน ที่เที่ยวกาญจนบุรี ‘Banana Farm’ (Banana Farm) แห่งนี้ไว้เลย เพราะนี่ไม่ใช่แค่ร้านอาหารและคาเฟ่ออร์แกนิคธรรมดาๆ แต่ทีเด็ดคือมันตั้งอยู่กลางสวนกล้วยน้ำว้า ขนาบข้างด้วยร่องสวน แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครแน่นอน

สำหรับร้านอาหารนั้น มีที่นั่งทั้งหมด 3 โซนด้วยกัน ได้แก่ ห้องแอร์ โอเพ่นแอร์ และกระท่อมน้อยริมท้องร่อง ไม่ว่าจะนั่งมุมไหน ก็ชิลล์ เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน ซึ่งทางร้านจะเน้นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยใช้ผลผลิตปลอดสารพิษจากสวนมารังสรรค์เป็นเมนูต่างๆ สะอาด ปลอดภัย แล้วยังอร่อยอีกต่างหาก

ถัดมาที่คาเฟ่กันบ้าง ก็จัดเต็มทั้งเค้ก ไอศกรีม รวมถึงเครื่องดื่มหลากชนิด มีตัวซิกเนเจอร์อย่างชาเขียว ที่การันตีว่าเป็นชาเขียวแท้ 100% และบานาน่าสมูตตี้ ที่ได้รสชาติของเนื้อกล้วยแท้ๆ

นอกจากบรรยากาศดีๆ ที่นี่ยังมีเรือให้พายไปตามท้องร่องด้วยนะ หรืออยากนอนเปลรับลมเย็นๆ ก็ได้นะเออ พีคกว่านั้น คือทางเดินเหนือสวนกล้วย หรือจะเรียกว่าเป็น สะพานยอดกล้วย สร้างให้มีรูปทรงแบบตัว Z ซึ่งตลอดทางเดิน นักท่องเที่ยวจะมองเห็นวิวสวนกล้วยได้ทั่วทั้งสวนเลย มุมมองกว้างแบบพาโนราม่า ยิ่งช่วงตอนค่ำจะเปิดไฟทั้งสะพาน บอกเลยว่าฟินมาก และถ่ายรูปสวยมาก

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นการต่อยอดแนวคิดจากความสำเร็จของผลิตภัณฑ์กล้วยทอดกรอบ OTOP แห่งบ้านทุ่งสมอ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี จนกลายมาเป็น Banana Farm และ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฏีใหม่ โดยจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นการเกษตรผสมผสาน ดำเนินรอยตามเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพืชหลายชนิดปลูกสลับกันไป ทั้งฟักข้าว ต้นส้ม ผักบุ้งไทย ตลอดจนเล้าไก่ ที่สามารถเก็บไข่ไปประกอบอาหาร เล้าหมู ที่สามารถนำมูลหมูไปทำก๊าซหุงต้ม และปลาในบ่ออีกหลายตัว ที่สามารถเอาไปทำอาหารได้เช่นกัน

เวลาเปิด – ปิด : 8.00 – 20.00 น. (หยุดทุกวันจันทร์)

ที่ตั้ง : ริมถนนสายอู่ทอง- กาญจนบุรี ฝั่งขาออกจากเมืองกาญจน์ ตำบลทุ่งสมอ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี

ตอบปัญหาสงสัย!! คนที่ชอบกินเผ็ดบ่อยๆ เสี่ยงเป็น โรคกระเพาะ ได้จริงหรือไม่?

กินเผ็ด ปวดท้อง อาหารรสจัด อาหารเผ็ด แสบท้อง โรคกระเพาะอาหาร

มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบกินอาหารรสจัด โดยเฉพาะ อาหารเผ็ด ยิ่งกินยิ่งอร่อยจนติดเป็นนิสัย ต้องกินเผ็ดทุกครั้ง แล้วเคยสังเกตกันบ้างไหมว่า เวลาที่เรากินเผ็ดมากๆ หรือกินบ่อยๆ จะทำให้เรารู้สึกแสบท้อง ปวดท้อง ลองมาดูกันดีกว่าว่า การกินเผ็ดบ่อยๆ จะทำให้คุณเสี่ยงต่อการเป็น โรคกระเพาะอาหาร ได้หรือเปล่า?

อาหารรสจัดกับโรคกระเพาะ

อาหารรสจัดประกอบไปด้วยพริก ซึ่งมีสารแคปไซซิน ส่งผลให้ระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ ในร่างกาย จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคกระเพาะอาหาร แต่ทั้งนี้อาหารรสจัด ก็ไม่ได้เป็นเพียงสาเหตุเดียวของโรคกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหาร

สาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร

1. การใช้ยาบางชนิดที่ทำให้การป้องกันของเยื่อบุทางเดินอาหาร หรือกระเพาะอาหารเสียหาย

2. การรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา

3. ปัจจัยกระตุ้นด้านจิตใจและอารมณ์

4. การบีบและคลายตัวของกระเพาะอาหารผิดปกติ

5. กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น มีความไวต่อสิ่งกระตุ้น

6. การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารช้า

7. การติดเชื้อที่กระเพาะอาหาร

การป้องกันโรคกระเพาะอาหาร

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มากเกินไป

2. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของมัน

3. รับประทานอาหารที่มีกากใยให้เหมาะสม

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

5. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา โดยเฉพาะคนที่มีอาการอยู่แล้ว

6. หากเป็นไปได้ ควรลดการทานอาหารรสจัดลง โดยเฉพาะรสเผ็ด

ที่มา : อ.พญ.ศุภมาส เชิญอักษร สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาคอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ตกแต่ง ทางเดินในสวน ให้สวยสะดุดตา น่าเดิน

จัดสวน จัดสวนในบ้าน ทางเดิน ทางเท้า ไอเดียจัดสวน

วันนี้ Decor.Mthai นำไอเดีย ตกแต่ง ทางเดินในสวน ให้สวยสะดุดตา มาฝากเพื่อนๆ กันค่ะ การจัดสวน หรือสนามรอบบ้านโดยทั่วไปเรามักจะกังวลเกี่ยวกับการเลือก พืชพรรณ สไตล์การตกแต่ง ระเบียง หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยอาจลืมคิดถึงวิธีการที่จะเชื่อมพื้นที่ในสวนของเราให้มีความสัมพันธ์กัน วันนี้เราถึงนำไอเดียนี้มาฝากเพื่อนๆ ไปดูหน้าตาทางเดินในสวนที่เรานำมาฝากกันเลยดีกว่าค่ะ

ตกแต่งทางเดินในสวน

การปูทางเดินด้วยการวางหินแบบอิสระ ลงบนสนามหญ้า เป็นวิธีสร้างทางเดินในสวนที่ให้บรรยากาศของสวนแบบธรรมชาติ เราสามารถเพิ่มลูกเล่นให้กับสายตาได้ด้วยการวางหินลึกลงไปในระดับเดียวกับดิน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ขอบของหินถูกแทนที่ด้วยพื้นดินป้องกันการเดินไปเตะเข้า กับขอบหินได้ด้วย

ทางเดิน

การปูทางเดินด้วยอิฐ เป็นวัสดุในการปูทางเดินที่ไม่ตกยุค และสามารถเข้าได้กับทุกสไตล์ โดยเรายังสามารถเพิ่มรูปแบบที่น่าสนใจเข้าไปได้ด้วยการเลือกใช้อิฐ เช่น การใช้อิฐแบบเก่าจะช่วยให้มีลุคที่สอดคล้องกับการแต่งบ้านสไตล์คันทรี่ และสไตล์คอทเทจ หรือถ้าเป็นอิฐใหม่จะเหมาะสมกับ การแต่งบ้านแบบร่วมสมัยค่ะ

ไอเดียแต่งสวน

การปูทางเดินด้วยหินกรวด เราสามารถใช้กรวดในการทำเป็นทางเดินในสวนได้ เพราะกรวดมีความสามารถในการระบายน้ำ ทำให้การเดินของเราแห้ง และยังทำให้สวนของเราดูอบอุ่น เป็นธรรมชาติ แต่ก็มีข้อเสียเพราะกรวดเป็นวัสดุที่กระจัดกระจายได้ง่าย จึงอาจจะกระเด็นเข้าไปในพื้นที่สวน หรือทับต้นไม้ ดอกไม้ได้ เราจึงควรสร้างขอบเขตเป็นแนวกั้นโดยขนานไปกับทางเดิน

การวางแผ่นทางเดินในสวนควรมีการกำหนดจุดระยะห่างให้สัมพันธ์กับการเดิน การแบ่งเส้นทางการเดิน ควรกำหนดระยะไม่ให้ดู แออัดจนเกินไป เมื่อวางแผ่นแล้วควรทดสอบด้วยการเดินจริงว่ามีความพอดีหรือไม่

ประโยชน์ของทางเดินในสวน ช่วยทำให้สวนดูมีจุดเด่น เนื่องจากมีแผ่นปูทางเดินในสวน มาตัดบนพื้นหญ้าแล้วยิ่งทำให้การจัดสวนดูสวยสมบูรณ์ขึ้น แผ่นปูแต่ละแผ่นเท่ากับการก้าวเดินหนึ่งก้าว เปรียบเหมือนการเดินทางของชีวิตที่ต้องก้าวออกไปอย่างระมัดระวัง มีสติ และมั่นคง ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้สวน โดยสามารถเดินไปในพื้นที่สวนโดยไม่ไปเหยียบย่ำ ต้นไม้ สนามหญ้า ซึ่งจะทำให้ต้นไม้ตายได้

ภาพจาก  surefitslipcovers

เจ็บคอ กลืนลำบาก มีกลิ่นปาก สัญญาณเตือนของโรค ทอนซิลอักเสบ!!

หลายคนยังมีความเข้าใจว่า อาการเจ็บคอ กลืนลำบาก เป็นอาการส่วนหนึ่งของไข้หวัดธรรมดา ที่อาจเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่คุณรู้ไหมคะว่าหากรู้สึกเจ็บคอเรื้อรัง แถมยังมีกลิ่นปากตามมาอีก นั่นอาจเป็นสัญญาณของอาการ “ทอนซิลอักเสบ” ขืนปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายต่ออวัยวะอื่นได้

ทอนซิลอักเสบ

ทอนซิล…เป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งบริเวณต้นคอซึ่งเป็นแหล่งรวมของเม็ดเลือดขาว เปรียบได้กับประตูด่านแรกของร่างกายที่จะช่วยปกป้องคุณจากแบคทีเรีย หรือไวรัสในระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ เมื่อวันหนึ่งทอนซิลเกิดผิดปกติจะทำให้เชื้อโรคต่างๆ เข้ามาในร่างกายได้ง่าย ทำให้ “ทอนซิลอักเสบเฉียบพลัน” หากปล่อยไว้ก็อาจเรื้อรัง มี “กลิ่นปาก” ที่ไม่พึงประสงค์และรักษาได้ยากอาจลุกลามทำให้เกิดฝีที่คอได้ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบได้

สาเหตุที่ทอนซิลอักเสบ

70-80% ของโรคทอนซิลเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งการติดเชื้อของต่อมทอนซิล อาจลุกลามทำให้เกิดฝีที่คอได้ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ นอกจากนั้นทอนซิลอักเสบที่เกิดจากแบคทีเรียที่สำคัญชนิดหนึ่งที่มีชื่อ “สเตรปโตคอคคัส”(streptococcus) เป็นสาเหตุที่ทำให้เจ็บคอบ่อย จะต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างน้อย 7-10 วันเสมอ เพื่อกำจัดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคกรวยไตอักเสบหรือโรคหัวใจรูติด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาแทรกซ้อนที่เกิดตามหลังเมื่อทอนซิลอักเสบทุเลาแล้ว

ทอนซิลอักเสบ

อะไรคือสัญญาณเตือนจากโรคทอนซิลอักเสบ

1. เจ็บคอ กลืน/ดื่มเจ็บ กดเจ็บบริเวณคอตรงตำแหน่งของต่อมทอนซิล เนื่องจากทอนซิลที่มีผิวขรุขระมีขนาดโตขึ้น

2. มีกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์

3. มีไข้ได้ทั้งไข้สูงหนาวสั่น หรือไข้ต่ำ ขึ้นกับชนิดของเชื้อโรค

4. ปวดศีรษะปวดเมื่อยเนื้อตัว อาจมีตาแดง

5. คัดจมูกมีน้ำมูกแต่ไม่มาก น้ำมูกมักใส อาจร่วมกับปวดหู เพราะการอักเสบของคอมักส่งผลถึงการอักเสบของหู

6. ต่อมทอนซิลอาจโตเล็กน้อยหรือโตมาก โดยมักโตทั้งสองข้าง

7. อาจมีสารคัดหลั่งสีเหลืองๆปกคลุมหรือมีจุดขาวๆเหลืองๆคล้ายหนองกระจายทั่วไป

8. มีต่อมน้ำเหลืองด้านหน้าลำคอส่วนบนโตทั้งสองข้าง คลำได้และเจ็บ

การรักษาทอนซิลอักเสบ

การรักษาทอนซิลอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยทั่วไป แพทย์จะแนะนำให้พักผ่อนอย่างเพียงพอดื่มน้ำเยอะๆ และทานยาแก้ปวด/ลดไข้ หรือให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หากทอนซิลอักเสบเรื้อรังอาจมีการรักษา “แบบผ่าตัด” ซึ่งจะพิจารณาจาก ทอนซิลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดกั้นระบบทางเดินหายใจ ทำให้ผู้ป่วยนอนกรน หรือหยุดหายใจขณะหลับ หรือมีภาวะต่อมทอนซิลโตข้างเดียว ซึ่งมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมทอนซิล

ที่มา : www.phyathai.com

แม่โวย ! ครูสาวลงโทษหนัก ตี-หยิก-หักนิ้ว ด.ช. 5 ขวบ เตรียมย้ายลูกเรียนที่อื่น

แม่โวย ! ครูสาวลงโทษหนัก ตี-หยิก-หักนิ้ว ด.ช. 5 ขวบ เตรียมย้ายลูกเรียนที่อื่น

แม่ ด.ช. 5 ขวบ โร่แจ้งความ หลังครูสาวลงโทษ ทั้งตี หยิกแขน ทุบหลัง และหักนิ้วมือลูกชาย จนช้ำทั้งตัว แต่ครูปฏิเสธ ล่าสุดครูโผล่ไกล่เกลี่ย ขณะที่แม่เตรียมย้ายลูกเรียนที่อื่น

วันที่ 7 มิ.ย. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น. นางสุดารัตน์ อายุ 34 ปี ได้เข้าแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันกับ พ.ต.ท.ไพรัตน์ วรรณี สารวัตรสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี เนื่องจากลูกชายวัย 5 ขวบ ถูกครูประจำชั้นลงโทษรุนแรง ทั้งตี หยิกแขน ทุบหลัง และหักนิ้วมือ จนเกิดรอยฟกช้ำหลายแห่ง

โดยเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 31 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้ปกครองได้สอบถามไปยังครูผู้ดูแลนักเรียน กลับได้รับการปฏิเสธ จึงได้ร้องเรียนไปยังเทศบาลเมืองบางคูวัด เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดูแลรับผิดชอบ โดยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเอื้ออาทรบางคูวัด สังกัดกองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เทศบาลเมืองบางคูวัด อ.เมืองปทุมธานี ได้ตรวจสอบ แต่กลับไม่มีความคืบหน้า

จึงได้ปรึกษามูลนิธิปวีณาเพื่อเด็กและสตรี ก่อนพาลูกชายไปตรวจร่างกายและแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ส่วนครูประจำชั้นทั้ง 2 คน ได้เข้ามาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน และไม่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด โดยที่เข้ามาเนื่องจากจะพยายามเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้ปกครองเท่านั้น

ด้าน นางสุดารัตน์ แม่ของเด็กที่ถูกลงโทษ กล่าวว่า ตนเองมีลูกทั้งหมด 5 คน โดยลูกชายวัย 5 ขวบ ที่ถูกทำร้ายเป็นคนที่ 4 และเข้าเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเอื้ออาทรบางคูวัด เมื่อเห็นว่าลูกชายมีรอยฟกช้ำจากการลงโทษ ผ่านไป 1 อาทิตย์แล้ว รอยเขียวช้ำยังไม่หาย ตนเองจึงต้องการให้ครูยอมรับว่าได้ลงโทษลูกชายของตน แต่ครูได้ปฏิเสธ

จนกระทั่งมีสื่อได้นำเสนอข่าวออกไป ครูจึงได้มาเจรจาโดยจะมาขอโทษ และให้เงินเยียวยาค่ารักษา ซึ่งตนยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และเตรียมย้ายให้ลูกชายไปเรียนที่อื่น เนื่องจากไม่ไว้วางใจครูคนนี้แล้ว

จากการสอบถาม ด.ช.เก้า นามสมมุติ เด็กที่ถูกลงโทษ ทราบว่า ได้ถูกลงโทษสาเหตุมาจากทำการบ้านที่ครูสั่งไว้ไม่เป็น จึงถูกครูตีด้วยไม้ที่แขนจนช้ำ

นอกจากนี้ ยังถูกทุบหลังและหยิกที่แขน ส่วนที่มือขวาถูกครูอีกคนหัก เพราะว่านำรถของเล่นมาจากบ้าน และเอาออกมาเล่นขณะที่ครูสอน หลังจากที่ถูกครูทำโทษได้บอกแม่แล้วแต่แม่ไม่เชื่อ จนหลายวันแม่ถึงได้มาเห็นว่ามีรอยฟกช้ำดังกล่าว

วอนช่วยเด็กหญิง 5 ขวบ เสื้อเกี่ยวพันโซ่รถ กระชากแขนขาด

วอนช่วยเด็กหญิง 5 ขวบ เสื้อเกี่ยวพันโซ่รถ กระชากแขนขาด

วอนผู้ใจบุญช่วยน้องหนูนา วัย 5 ขวบ แม่พาซ้อนท้ายรถ เสื้อเกี่ยวพันโซ่ แขนซ้ายขาด แพทย์รอดูอาการอีก 48 ชั่วโมง

ความคืบหน้า กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ฉลองกรุง สุวรรณบุตร หรือ นายฉลองกรุง สุวรรณบุตร กรรมการหน่วยกู้ภัยสุรินทร์ และหัวหน้าหน่วยกู้ชีพสลักได อายุ 36 ปี ได้โพสต์ข้อความและภาพอุบัติเหตุสุดสะเทือนใจ เสื้อผ้าติดเข้าไปในล้อจักรยานยนต์ ทำให้เด็กหญิง 5 ขวบถูกแรงกระชากแขนขาด กลายเป็นเหตุการณ์ที่เป็นอุทาหรณ์กับสังคม เบื้องต้นพบว่าไม่สามารถต่อแขนกลับคืนให้ได้ ตามข่าวที่รายงานไปแล้วนั้น

ล่าสุด นายฉลองกรุง ได้เพื่อเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจเด็กหญิง 5 ขวบ ชั้นอนุบาล 2 พร้อมกับพบคุณพ่อกับคุณแม่ของเด็กที่แยกกันอยู่ โดยผู้เป็นแม่เป็นคนดูแลน้องหนูนา ส่วนพ่อเป็นคนช่วยส่งเสียเลี้ยงดู ซึ่งขณะนี้น้องได้เสียแขนซ้ายไปเรียบร้อยแล้ว แพทย์ขอรอดูอาการทางสมองอีก 48 ชั่วโมง เนื่องจากศีรษะได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ หากใครต้องการช่วยเหลือน้องหนูนา สามารถติดต่อ หมายเลขโทรศัพท์ผู้เป็นพ่อ 080-4844784 หรือโดยโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสุรินทร์ เลขที่บัญชี 5592821289 ชื่อบัญชี นายอภัย เรือนรินทร์ (พ่อของเด็กหญิง)

news16-1

ง่ายแค่เนี้ยะ!! 5 กฏเหล็ก “ลดน้ำหนัก” ที่สาวๆ มักพลาดท่า รู้งี้ผอมนานล่ะ

เชื่อว่าสาวๆ ทั้งหลายคงเคยศึกษาหลักในการลดความอ้วนกันมาแล้วอย่างโชกโชน  ซึ่งความจริงแล้ว หลักการง่ายๆ ของการลดน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพมีเพียง 2 ข้อเท่านั้น  คือ การทานอาหารที่มีประโยชน์ และ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  ช่างเป็นคำพูดที่เหมือนจะง่ายและได้ยินมานับไม่ถ้วนแล้วใช่ไหมคะ  แต่หากใครเคยลองลดความอ้วน จะรู้ว่าแท้จริงแล้วความหมายของมันทั้งคลุมเครือและมีรายละเอียดมากมาย ซึ่งต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก  จนในบางครั้ง คุณอาจจะอธิษฐานขอให้มีทางลัดสำหรับการลดความอ้วนบ้าง

ข่าวดีคือ คำอธิษฐานของคุณเป็นจริงแล้วค่ะ  เพราะวันนี้ UndubZapp มีของขวัญที่เป็นความลับ 5 ข้อแห่งการลดน้ำหนักมาฝาก  รับรองว่า บางข้อคุณอาจไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อนแน่นอน

1. กินอาหารเฉพาะมื้อหลัก

เราอาจเคยได้ยินกันมาช้านานแล้วว่า การลดน้ำหนักต้องแบ่งการกินออกเป็นมื้อเล็กๆ และกินบ่อยๆ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด  แต่การทดลองครั้งใหม่ของศูนย์วิจัยแห่งหนึ่งพบว่า   การเลือกทานอาหารมื้อใหญ่วันละ 3 มื้อ  กลับทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีกว่าการกินมื้อเล็กๆ หลายมื้อ ดังนั้น หากคุณกำลังอยู่ในช่วงไดเอท ควรทานอาหารเช้าและกลางวันอย่างปกติ แต่ให้เลือกทานอาหารเย็นที่มีแคลอรี่ต่ำจะยิ่งช่วยลดน้ำหนักได้เร็วขึ้นค่ะ

2. ออกกำลังกายสั้นดีกว่ายาว

ใครๆ ก็คงคิดว่า การออกกำลังกาย ยิ่งออกมากเท่าไหร่ยิ่งดี  แต่ความลับของร่างกายไม่ได้เป็นเช่นนั้นค่ะ  จากการทดลองของอาสาสมัครสองกลุ่มที่อยู่ในสภาวะร่างกายเดียวกัน พบว่าผู้ที่ออกกำลังกายวันละ 30 นาที สามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่าคนที่ออกกำลังกายติดต่อกันนานกว่า 60 นาที  สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ เมื่อเรามีการเผาผลาญพลังงานจำนวนมาก  สมองจะสั่งให้ร่างกายกักตุนพลังงานไว้ใช้ในอนาคต ซึ่งก็คือ ไขมัน นั่นเอง ดังนั้น หากคุณคิดว่าการออกกำลังกายเพียง 30 นาทียังไม่พอ  ลองแบ่งการออกกำลังกายเป็น 2 รอบก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ค่ะ

3. ตัวช่วยธัญพืชโฮลเกรน

คงมีคำถามกันว่า ทำไมโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ดถึงช่วยให้สามารถลดน้ำหนักได้ดีกว่า  คำตอบคือ เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างมากในการย่อยสลายโฮลเกรน  นอกจากนี้ ใยอาหารจากธัญพืชยังช่วยดูดซับพลังงานส่วนเกินจากการทานอาหาร แถมยังขับออกไปในฐานะกากอาหารก่อนที่ร่างกายจะได้ดูดซึมอีกด้วย

4. นอนในห้องที่มีอุณหภูมิต่ำ

ข้อนี้อาจทำให้แปลกใจกันสักหน่อย  เพราะหลายคนคิดว่าความร้อนจะทำให้เผาผลาญพลังงานทางเหงื่อได้ดีกว่า  แต่มีงานวิจัยพบว่า จากการทดลองให้อาสาสมัครนอนในห้องที่มีอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส พบว่าสามารถเผาผลาญไขมันได้ดีกว่ากลุ่มที่นอนในห้องที่มีอากาศอุ่นถึง 42 เปอร์เซ็นต์

5. ไม่จำเป็นต้องกินให้เกลี้ยงจาน

คงต้องเตือนกันอีกสักหน่อยว่า  คุณควรฟังเสียงของร่างกายตัวเองมากกว่าใช้สายตามองว่าอาหารในจานหมดแล้วหรือยัง  ซึ่งอย่างหลังมักจะทำให้คุณลงเอยด้วยการทานอาหารมากกว่าที่ร่างกายต้องการอยู่เป็นประจำ  เพียงแค่คุณเหลืออาหารติดจานไว้สัก 10 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ ก็จะสามารถลดการนำเข้าแคลอรี่สู่ร่างกายได้ถึง 200 แคลอรี่ต่อวัน  ซึ่งจะทำให้คุณสามารถลดน้ำหนักได้เกือบ 5 กิโลกรัมในหกเดือนโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับความลับดีๆ ที่ UndubZapp นำมาฝากในวันนี้ UndubZapp ขอรับประกันเลยนะคะ ว่าถ้าทำตามกันได้ครบทุกข้อ รูปร่างของคุณจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน  แต่อย่าไปบอกใครนะคะ ก็บอกแล้วว่าเป็นความลับ จุ๊…จุ๊

กดติดตาม ADD Line @UndubZapp

4 วิธีรักษาโรคด้วยการดื่มน้ำ จากแพทย์แผนโบราณของจีน

รักษาโรคด้วยการดื่มน้ำ

วิธีการรักษาโรคโดยการดื่มน้ำ ซึ่งได้มาจากประเทศจีน มณฑลกวางตุ้ง จากแพทย์แผนโบราณ โดยผู้นิรนามได้ฝากให้เพื่อนฝูงคนสนิทนำเอาไปใช้ในการรักษา ปรากฏผลในการรักษาเป็นที่พอใจ จึงได้เปิดเผยให้บุคคลภายนอก เพื่อจะได้ใช้ในการรักษาดู เพราะเชื่อว่าสามารถรักษาโรคได้ดังนี้

  1. แก้ปวดหัว
  2. ความดันโลหิตสูง
  3. โรคลม
  4. ความดันต่ำ (เลือดน้อย)
  5. เส้นประสาทชา
  6. โรคเส้นประสาท
  7. โรคอัมพฤต
  8. รูมาติซั่ม
  9. ปวดเมื่อยเอ็น,กระดูก
  10. โรคอ้วน
  11. ประสาทหู (ดังหึ่ง)
  12. หัวใจเต้นแรง,เร็ว แขนขาไม่มีแรง
  13. โรคไอ
  14. โรคหืด , หอบ
  15. หลอดลมอักเสบ
  16. โรคปอด
  17. เยื่อสมองอักเสบ
  18. สมองอักเสบ
  19. โรคหัวใจ
  20. โรคนิ่ว
  21. กรดในกระเพาะมาก
  22. กระเพาะถ่วงห้อย
  23. โรคบิด
  24. ตกเลือด
  25. โรคริดสีดวง
  26. โรคเบาหวาน
  27. สายตาเสื่อมถอย
  28. โรคกระเพาะ ลำไส้
  29. ท้องผูก
  30. โรคตาเจ็บ
  31. เลือดออกตา
  32. ระดูไม่ปกติ
  33. มะเร็งมดลูก
  34. มะเร็งเต้านม
  35. ตกขาว

วิธีดื่มน้ำรักษาโรค

1. ทุกวันเวลาตื่นนอนตอนเช้า ยังไม่ต้องล้างหน้า ไม่ต้องบ้วนปาก ไม่ต้องแปรงฟัน ให้ดื่มน้ำเปล่าก่อนเลย 1.26 ลิตร (1,260 CC)

2. ทุกคืนก่อนนอน ไม่ควรกินอาหารและของว่างทุกอย่าง

3. เมื่อเริ่มดื่มน้ำครั้งแรก จะมีอาการ เบา 2 – 3 ครั้ง ภายหลังจากดื่มน้ำแล้ว 1 ชม. และกินอาหารได้

4. หลัง 3 เดือน จากการรักษาวิธีนี้ น้ำหนักตัวอาจเพิ่มขึ้น และ การกินอาหารก็อาจเพิ่มขึ้น

ข้อควรระวัง

1. คนไข้อาจดื่มน้ำ 1.26 ลิตรได้ ต้องมีความอดทน และต้องใจแข็ง ถ้าดื่มทีเดียวไม่ได้ ก็ต้องเดินไปเดินมา แล้วค่อยดื่มต่อได้

2. เมื่อดื่มน้ำแล้วประมาณ 20 นาที ให้ออกกำลังกายเบาๆ เช่น การเดิน หรือ แกว่งแขนขา ถ้าหากคนไข้ที่ไม่สามารถลุกจากเตียงได้ ให้คนไข้ใช้วิธีหายใจสูดลมเข้า – ออกยาวๆ เป็นการออกกำลังกาย และใช้มือคลำท้องน้อย โกยเบาๆ เพื่อให้ดื่มน้ำได้ ไหลลงลำไส้ เพื่อน้ำจะได้ล้างสิ่งตกค้างอยู่ในลำไส้

3. ระยะแรกอาจจะมีอาการถ่ายท้องหลังจากดื่มน้ำแล้วประมาณ 1 ชม. และจะมีการเบา 2 – 3 ครั้ง แต่ประมาณ 3-4 วัน ก็จะเข้าภาวะปกติ และ 7 – 8 วัน หลัง อาจจะเบาน้อยลงเหลือวันละ 1 ครั้ง แต่ถ้าการดื่มน้ำสะดวกง่ายขึ้น การกินอาหารก็จะมีรสชาติขึ้น

ข้อสังเกต

ผู้ที่ดื่มน้ำเพื่อทำการรักษานี้ อาจจะเจริญอาหาร น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นน้ำปะปา ควรกรองและทิ้งค้างไว้ 1 คืน เพื่อให้เศษ และสิ่งปะปนมากับน้ำ ได้ตกตะกอนก่อน จึงค่อยนำน้ำนั้นมาดื่มได้ และเวลาทานอาหาร ให้ทานได้เฉพาะน้ำแกงเพียงเล็กน้อย ไม่ควรดื่มน้ำ และก่อนนอนไม่ควรกินอาหารว่าง หรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิดไม่ควรทานก่อนนอน

โรคที่รักษาได้ผล

1. ความดันโลหิตสูง ดื่มน้ำรักษา 1 เดือน

2. กระเพาะ ลำไส้ ดื่มน้ำรักษา 1 สัปดาห์

3. กระเพาะถ่วงห้อย ดื่มน้ำรักษา 3 วัน

4. ท้องผูก ดื่มน้ำรักษา 1 วัน

5. ถ่ายเป็นเลือด ดื่มน้ำรักษา 1 สัปดาห์

6. รูมาติซั่ม และผิวหนังบางชนิด ดื่มน้ำรักษา 1 เดือน

ขอบพระคุณแหล่งที่มา : สาระน่ารู้

8 สิ่ง ที่เห็นแล้วต้องร้อง ว๊าว! อินเจแปน

8 สิ่ง ที่เห็นแล้วต้องร้อง ว๊าว! อินเจแปน

สำหรับใครที่เคยไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว คงจะมีบางอย่างที่เห็นแล้วถึงกับต้องร้อง ว๊าว! ในความทึ่ง, เจ๋ง และความครีเอทในหลายๆสิ่ง วันนี้เราเลยรวบรวมสิ่ง ที่เห็นแล้วต้องร้อง ว๊าว!มาให้ชมกันอีกครั้ง บางอย่างยอมรับเลยว่าต้องปรบมือให้ในความมีระเบียบวินัย และความคำนึงถึงผู้ใช้นั่นเอง

ถ่ายรูปกับฝาท่อสวยๆ

อีกหนึ่งสัญญลักษณ์ของการไปเที่ยวญี่ปุ่น คือ ฝาท่อระบายน้ำที่มีลวดลายสวยงาม บางที่มีสีสรรสวยงามมากๆ ไปเมืองใดก็ถ่ายมาเป็นที่ระลึกได้ มีความครีเอทสุดๆ

 

เปิดฝากระป๋องได้ง่ายๆ

บนฝาของกระป๋องต่างๆ จะมีอักษรเบลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา เพราะเค้าคำนึงถึงทุกคน ใครๆก็สามารถเปิดฝากระป๋องได้เอง

ที่นั่งสำหรับหนูน้อยในห้องน้ำ

เมื่อพ่อแม่ต้องปฏิบัติภาระกิจในห้องน้ำ เค้าก็คำนึงถึงความสะดวก กรณีมีลูกน้อยมาด้วย จึงได้ออกแบบที่นั่งสำหรับลูกน้อยของคุณได้อย่างเหมาะเจาะ สะดวกสบาย

นี่คืออาหารหลังคลอดบุตร

เห็นอาหารหลังคลอดบุตรแล้ว นึกว่าอยู่ในภัตตาคารหรือร้านอาหารสุดหรูซะอีก การจัดวางก็ดูน่าทานมากๆ ดูไม่ออกเลยว่าเป็นอาหารในโรงพยาบาล

ประหยัดน้ำสไตล์เจแปน

ด้านบนทำเป็นที่ล้างมือ และใช้น้ำที่ล้างมือสำหรับชำระล้างอีกที เท่านี้ก็ประหยัดน้ำไปได้มากเลย

ชนแล้วไม่หนี

ข้อความในกระดาษนี้ แปลได้ว่า “ฉันได้ชนจักรยานของคุณ จนกระดิ่งพัง ฉันต้องขอโทษคุณด้วยจริงๆ” ซึ่งหากเป็นที่อื่น คนทำอาจจะหนีหรือไม่ได้สนใจก็เป็นได้

เดินทางไหนๆก็สะดวกสบาย

ขนาดตั้งเหรียญเอาไว้ ขณะเดินทางโดยรถไฟ ปรากฏว่าเหรียญไม่ล้มเพราะรถไฟไม่มีกระชากให้ผู้เดินทางรู้สึกเลยนั่นเอง

ช่วยกันทำความสะอาด หลังชมกีฬา

ในงาน The Fifa World Cup 2014 นั้น ผู้คนที่เข้ามาเชียร์ในสนามต่างช่วยกันทำความสะอาด เก็บกวาดขยะหลังการแข่งขันเสร็จสิ้น เป็นการช่วยกันคนละไม้ คนละมือ ทำให้สถานที่สะอาดสอ้านเหมือนเดิม

เครดิตรุปจาก BoredPanda, เรียบเรียงโดย Travel MThai

จริงหรือไม่? กินอาหารร้อน อาจทำให้เป็นมะเร็งหลอดอาหาร

จริงหรือไม่? กินอาหารร้อน อาจทำให้เป็นมะเร็งหลอดอาหาร

เคยได้ยินกันไหมคะว่า หากทานอาหารที่ร้อนจัดมากๆ อาจทำให้เป็นมะเร็งหลอดอาหาร หรือบางครั้งอาจจะเป็นมะเร็งที่ลิ้น ที่กระเพาะ หรือลำไส้ เนื่องมาจากความร้อนของอาหารที่ทานอาจทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย เป็นบาดแผล และหากเป็นแผลบ่อยๆ เลยอาจทำให้เป็นมะเร็งได้ เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไร Sanook! Health มีคำตอบค่ะ

มะเร็งหลอดอาหาร เกิดขึ้นได้อย่างไร?
คิดว่าหากพูดถึงโรคมะเร็ง ทุกคนก็คงทราบกันดีว่ามันเป็นความผิดปกติของร่างกาย ที่จู่ๆ ก็เป็นขึ้นมาเอง อาจจะไม่ได้มีสาเหตุจากสิ่งใดแน่ชัด เพียงแต่เราจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้มากขึ้น (อ่าน “พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็ง” ที่นี่) เพราะฉะนั้นสาเหตุมาได้จากหลากหลายปัจจัยค่ะ

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหาร

– ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่

– บริโภคอาหารบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น อาหารที่มีสารไนโตรซามีน อย่างอาหารประเภทเนื้อ อาหารที่ใส่สารกันบูด อาหารประเภทย่าง หรือเครื่องปรุงรสอย่างพริก และพริกไทย

– เป็นผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุภายในหลอดอาหารเกิดอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เซลล์ผิดปกติจนเกิดเป็นมะเร็งได้

– ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในหลอดอาหาร

– เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุหลอดอาหารอย่างรุนแรง จากการกระทำ เช่น กลืนน้ำยาล้างห้องน้ำ กลืนน้ำกรด น้ำด่าง

– รับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ และแร่ธาตุน้อย

– อยู่ในภาวะอ้วน

และอื่นๆ

อาการของมะเร็งหลอดเลือดอาหาร

1. เริ่มทานอาหารแข็งแล้วรู้สึกฝืดคอ กลืนไม่ค่อยลง เช่น ไก่ย่าง หมูทอด ผลไม้ต่างๆ

2. เริ่มรู้สึกลำบากในการกลืนอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารแข็ง หรือเหลว

3. อาจจะกลืนอะไรไม่ค่อยลง จนทำให้ต้องขย้อน หรืออาเจียนออกมา

4. ทานอะไรไม่ลง น้ำหนักเริ่มลด ร่างกายซูบผอม อ่อนเพลีย เพราะขาดอาหาร

5. อาจมีอาการข้างเคียงเพิ่มเติม เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดหัว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ ไอ หรือเจ็บบริเวณกระดูกหน้าอก หรือในลำคอ เป็นต้น

ดังนั้น การรับประทานของร้อน อาจจะไม่ถึงกับทำให้หลอดอาหารบาดเจ็บจนเป็นแผล แต่อย่างไรก็ตามหากอาหารร้อนเกินไป อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณปากบาดเจ็บ จนเป็นแผลได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดก็ควรจะรับประทานอาหารที่มีความร้อนเหมาะสม ไม่ลวกปาก ลวกลิ้นจนพองกันบ่อยๆ ดีกว่าค่ะ

Related Articles